สองเดือนกับสองขาที่ตระเวณเที่ยวยุโรปโดดๆอยู่คนเดียว

Posts tagged ‘เที่ยวเยอรมันนี’

Germany… Dusseldorf

จะพูดก็พูดเถอะ ก้าวแรกที่ลงมาแตะพื้นดินหลังจากลอยอยู่บนฟ้าราวๆสิบชั่วโมงที่เมืองดัลเซลดอร์ฟครั้งนี้รู้สึกเหมือนกับว่าไม่น่ามาเลย ถ้าเราไม่พลาดเรื่องกำหนดการวีซ่า ก็คงไม่ต้องมาแวะต้อนรับกับความเหงาคนเดียวเป็นเวลาสองวันกับหนึ่งคืนที่เมืองนี้หรอก ก็มันไม่ใช่เมืองใหญ่อะไร แถมหนังสือ let’sgo ยังไม่ได้พูดถึงอะไรเลยด้วยซ้ำ เราผู้ซึ่งไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยก็ลอง search หาว่ามันมีที่เที่ยวอะไรยังไงบ้างจากเว็บไซต์ แต่ก็นั่นแหล่ะไม่ได้มีแผนที่หรือคำตอบอะไรที่ชัดเจนซักกะอย่าง สิ่งเดียวที่พอจะเตรียมมาจากบ้านก็คือกระดาษปริ้นท์สีแผนที่เมือง ซึ่งดูลึกลับซับซ้อนน่างุนงงสมเป็นเมืองเก่ายังไงพิกล แต่ก็นั่นแหล่ะนะ ผู้โดยสารชาวเยอรมันที่มาจากเมืองใกล้ๆกับDusseldorf ซึ่งนั่งติดๆกันบนเครื่องบินสายการบิน airberlin ก็ดูจะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เมื่อเราถามว่าโรงแรมของเราอยู่ที่ไหนแล้วต้องไปยังไง พร้อมๆกับเอาแผนที่ที่ปริ้นท์มากางให้ดู เค้าทำหน้าจนหนทาง แต่ก็พยายามเสาะหาอย่างสุดความสามารถ แล้วก็หันมาบอกว่าโรงแรมมันตกแผนที่ อ่าวนะ แล้วกันเรา!!!

เอาเหอะว่ะ ไม่ว่ายังไงมาถึงที่แล้ว แถมจอง youth hostel ไว้แล้วด้วย ก็เลยต้องเดินหน้าลุยเดี่ยวต่อไป โชคดีที่ว่าเครื่องมาถึงตอนสิบเอ็ดโมงเช้า ทำให้เราพอมี

 

Dusseldorf เมืองอกแตกบนแม่น้ำ Rhine ยามเย็น

 

เวลาจัดการกับอะไรต่อมิอะไรได้สะดวกหน่อย เพราะว่าบรรดาสำนักงานอะไรก็ยังเปิดทำการรอเราอยู่ ลงมาปุ๊บเอากระเป๋าปั๊บ อันประกอบไปด้วย เป้หนึ่งใบ แล้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่อีกใบหนึ่งซึ่งข้างในก็มีของฝากทั้งหลายแหล่ ออกมาจากสนามบินแล้วก็ตรงรี่เข้าไปหา tourist office ที่มีผู้ชายอ้วนๆคอยต้อนรับ พูดคุยกันเสร็จสรรพ เขาก็จัดการเอาแผนที่วงๆตำแหน่งสำคัญต่างๆให้ พร้อมทั้งบอกวิธีการเข้าเมือง และทางไปhostel มาอีกด้วย นอกจากนี้เรายังเก็บเอาพวกโบรชัวร์แจกฟรีต่างๆมาไว้อ่านเล่น เผื่อมีอะไรน่าสนใจอีกด้วย แต่ทีนี้เพราะกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตมันพะรุงพะรังอยู่เต็มแก่ เราตัดความรำคาญโดยการลากมันเลยไปที่ luggage deposit office ฝากกระเป๋ากับเค้าอยู่ซักคืนหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเอาวันต่อมาที่ต้องกลับมาที่สนามบินนั่งเครื่องต่อไปที่มิลานอีกรอบ ลุงแกก็ใจดี๊ใจดี ช่วยยกกระเป๋าขี้นๆลงๆให้ตั้งหลายที ถึงแม้จะคุยด้วยไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะแกไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ว่าก็ สเนคๆฟิชๆ กันพอหอมปากหอมคอ สุดท้ายก็บอก ดั้งเค่ แปลว่าขอบคุณแกไปหลายที

ฝากกระเป๋าเรียบร้อย ก็กรุยทางไปนั่งรถใต้ดินเพื่อเข้าเมืองกับเค้าซักที ใช่แล้วค่ะ สนามบินมันอยู่ห่างจากตัวเมืองไปซักครึ่งชั่วโมงได้ เราก็หาทางลงไปสถานี พอเห็นรถไฟมารอ ด้วยความที่ชินนึกว่าตัวเองมี ยูพาส เหมือนตอนอยู่แวนคูเว่อร์ ก็รียเดินจ้ำอ้าว เข้าไปสายเข้าเมืองเลยทันที  รถก็เหมือนอยู่ที่สุดเส้นทางเลยยังไม่รีบออกมัวรีรีรอรอ อยู่อย่างนั้น เราจัดการเข้าที่นั่งเสร็จสรรพกระทั่งเห็นคนถือตั๋วรถไฟเล็กๆเดินเข้ามา แค่นั้นเอง นึกได้เลยว่าลืมตั๋ว พอถามคนเยอรมันข้างๆว่าเราซื้อตั๋วจากเจ้าหน้าที่ได้มั้ย เค้าบอกว่าไปซื้อที่ตู้จะดีกว่า เลยต้องรีบเก็บข้าวของ ผละออกจากรถไฟแล้วตรงรี่ไปที่ตู้ขายตั๋ว แต่พอไปถึงก็งงเต๊กเป็นไก่ตาระเบิดเลยค่ะ เพราะว่าไม่ได้รู้เรื่องวิทงวิธีใช้เครื่องไฮเทคอะไรเลยซักกะติ๊ดเดียว หนึ่งก็คือมันเป็นภาษาเยอรมัน สองก็คือมันไม่มีสถานีของเมืองที่จะไปให้เลือก ลองกดๆระบบทัชสกรีนอยู่สองสามที รู้ว่าไม่รอดแน่เลยหันซ้ายหันขวาไปหาผู้ชายที่ต่อคิวอยู่ข้างหลัง ขอให้เค้ากดให้ที โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีคนมากนัก เราเลยไม่ถูกกดดันให้รีบๆทำแล้วไสหัวไป ผู้ชายคนนั้นก็ทำไป ค่อยๆอธิบายให้เราฟังเป็นภาษาอังกฤษ พอเราได้ตั๋วเสร็จก็กล่าวขอบคุณ แล้วก็มีคนที่ต่อคิวอีกคนมาขอให้ชายคนนั้นกดตั๋วให้ เค้าก็ช่วยโดยไม่บ่นเลยซักคำ พอถึงตอนนี้ ไอ่รถไฟขบวนเดิมมันก็แล่นออกไปไกลลิบแล้วแหล่ะค่ะ สรุปแล้วก็คือ เราทั้งสามคนตกรถไฟเข้าเมือง ต้องรอไปอีก ยี่สิบนาที ก็พากันยืนเก้ๆกังๆแถวนั้นสักพัก พอรู้สึกเมื่อยอย่างหอมปากหอมคอแล้วเราก็เลยหาที่นั่งถอดกระเป๋าเป้รอรถคันต่อไป แล้วชวนเขาคุยไปเรื่อยๆ

 

ห้องแสดงผลงานทางศิลปะของชาว Dusseldorf ผลงานนี้ชือเกี่ยวกับก้อนเมฆอะไรซักอย่าง

 

คุยไปคุยมาเค้าก็เผยว่าเค้าไม่ใช่คนที่นี่แต่เป็นคนเบลเยี่ยม ปรากฏว่าเค้ามาที่เมืองนี้เป็นครั้งที่สอง แต่ก็พอจะรู้ถึงความยากลำบากของนักท่องเที่ยวที่นี่ได้เป็นอย่างดี เพราะสถานีรถไฟมันค่อนข้างน่าเวียนหัวอยู่ไม่ใช่หยอก เค้าเป็นผู้ตรวจสอบโรงแรมค่ะ หน้าที่หลักก็คือตระเวณไปอยู่ตามโรงแรมต่างๆในยุโรป แล้วเอาข้อมูลกลับมารายงานสำนักงานใหญ่ในเบลเยี่ยมว่าดำเนินการอะไรเป็นอย่างไรบ้าง แต่ดูท่าทางแล้วยังหนุ่มแน่น นึกว่าเป็นbackpacker ด้วยกันซ่ะอีก คุยกันนานตั้งแต่ขี้นสถานี จนถึงเมือง dusseldorf เลยแลกfacebook เอาไว้ เพราะเค้าบอกว่าเผื่อไปเบลเยี่ยมให้บอกเค้า ถ้าเค้าอยู่แถวนั้นเดี๋ยวเค้าจะพาเที่ยว แหมคนเบลเยี่ยมนี้เยี่ยมไปเลยนะค่ะ

เข้ามาถึงในเมืองเราก็ตรงไปหา tourist info ก่อนค่ะ ก็เพราะว่าจะไปดูให้ชัดๆว่ามันมีอะไรให้ดูบ้างแถวๆนี้ ที่รู้ๆมาก็คือมีการพาเดินทัวร์รอบเมืองเก่า ที่เราสนใจอยู่บ้าง นอกจากนี้ช่วงปลายกรกฏาก็เผอิญมาตรงกับงานเทศกาลดอกไม้ไฟพอดิบพอดี ฉะนั้นเค้าก็มีสวนสนุกตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ไรน์ ให้เที่ยวเล่น แล้วก็จุดพลุดอกไม้ในตอนดึก คิดแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ สรุปแล้วก็ซื้อ dusseldorf card ที่ให้เที่ยวดูพิพิธภัณธ์ตั้งเกือบสามสิบแห่งได้ฟรี พร้อมทั้งนั่งรถเมล์อะไรได้ฟรีหมดเลยด้วย นอกจากนี้เราก็ดันไปสมัครทัวร์เดินรอบเมืองตามประสาคนบ้าเห่อ พอเสร็จเรียบร้อย ด้วยความอยากดูเมือง ก็เดินเข้าไปหาจุดนัดหมาย ผ่านแถบ Japan Town เค้าว่าคนญี่ปุ่นมาอยู่ที่เมืองนี้เยอะเป็นอันดับหนึ่งในเยอรมันเลยค่ะ ไม่รู้ทำไมแต่ร้านญีปุ่นๆก็มีเยอะแยะมากมายเลืกกันไม่หวาดไม่ไหวจริงๆค่ะ

พอเข้าถึงในเมืองเท่านั้นแหล่ะค่ะ คนมาจากเมือหัวดำอย่างแวนคูเว่อร์ก็เกิดอาการไม่ชิน เพราะคนหัวทองๆเดินกันยั๊วะเยี้ยะเต็มไปหมด ว่าพลางก็เดินฉับเข้าไปหาtourist office ใจกลางเมืองที่เป็นจุดนัดพบ ก้เพราะว่ากระเป๋าเป้มันหนักหน่ะสิค่ะ เราเลยต้องรีบเข้าไปแสดงตัวว่าเรามาทัวร์เมืองกับเค้า แล้วก็รวดขอฝากกระเป๋าไว้ด้วย พอเค้าเซย์เยสมาปุ้บ เราก็ได้ทีเอากระเป๋ผ้าใบเล็กออกมาขนของสำคัญๆเช่นกระเป๋าตังค์ กล้องถ่ายรูป น้ำ และแอปเปิ้ล ใส่ลงไปในกระเป๋าผ้า แล้วเดินไปมาพร้อมกระเป๋าผ้าใบเดียวค่ะ แต่ก็อีกแล้วค่ะท่านทั้งหลาย พอเห็นกลุ่มคณะที่จะร่วมทัวร์กันไป ก็ทำให้รู้สึกผิดที่ผิดทางอย่างช่วยไม่ได้ เพราะทั้งคุณไกด์ และทุกๆคนยกเว้นตัวอิชั้นล้วนแล้วแต่แนะนำตัวเป็นภาษาเยอรมันทั้งสิ้น ไกด์เค้าคงสงสาร เวลาจะเล่าอะไรก็เลยเรียกไปเล่าให้ฟังก่อนเป็นภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว แล้วเค้าถึงเล่าให้คนในกลุ่มฟังเป็นภาษาเยอรมัน นั่นแหล่ะค่ะ เราไม่ได้จะรู้เรื่องอะไรกับเค้าเลยซักกะติดเดี่ยว แต่ว่าก็รู้สึกแปลกใจที่เมืองนี้แทบหานักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เลย  เค้าคงนิยมเยอรมันเที่ยวเยอรมัน เหมือนไทยเที่ยวไทย มั้งค่ะ

ไกด์เค้าก็เล่าให้ฟังว่าเมืองนี้เป็นเมืองเก่า เป็นหนึ่งในจักรวรรดิ Roman Empire  อันเกรียงไกร ฉะนั้นแล้วในยุคมืดก็มีการรบราฆ่าฟันชิงอำนาจกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เค้ายังพาไปดูตึกเก่าๆสมัยสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งถูกระเบิดบอมบ์ไปอย่างเสียหายยับเยินอีกด้วยค่ะ พอเราเดินไปถึงโบสถ์ประจำเมือง เค้าก็ชี้ให้ดูยอดวิหาร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันเอียงกระเท่เร่ เค้าบอกว่านี้เป็ฯสัญลักษณ์ของเมืองเชียวนะค่ะ สาเหตุกก็เพราะว่าเค้าสร้างหอขึ้นไปแล้วเกิดแผ่นดินทรุดตัวเล็กน้อย ทำให้หลังคายอดวิหารบิดเอียงดังเช่นทุกวันนี้ค่ะ แต่มันก็นำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับเมืองนี้เลยทีเดียว เพราะเป็นที่แห่งเดียวที่เป็นอย่างนี้ พอชมเมืองเก่าเสร็จ

 

ตึแประหลาดที่มีคนเกาะ

 

เค้าก็พาเราทุกคนไปส่งที่เรือลำใหญ่ ซึ่งพาเราไปวนรอบฝั่งตะวันตกของเมือง ซึ่งเป็นแถบที่เต็มไปด้วยผลงานทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ บางตึกก็มีรูปทรงประหลาดสไตล์โมเดิร์น แล้วบางครั้งก็ยังมีตัวหุ่นประหลาดๆ ทำท่าปีนเกาะก่ายตึกอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆทั้งสิ้น เราเห็นแล้วก็ขำขำ ประกอบกับลมพัดกระทบหน้า บนเรือที่แล่นไปช้าๆ เอื่อยๆไปเรื่อยๆ ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางก็ประดังเข้ามา ทำเราผล็อยหลับไปงีบใหญ่ๆบนเรื่อนั่นเอง โชคดีที่ว่าคนบนเรือดูจะไม่ได้ยี่หระต่อนังเด็กเอเชียผมดำตัวแดงที่ไปทำท่าอาบแดดอยู่บนกาบเรือนั้นเลย

มาตื่นรู้สึกตัวอีกทีเรือก็พามาเกือบถึงท่าแล้ว เราผู้ซึ่งตื่นมาจากการสลบไสลชั่วครู่ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไป เริ่มด้วยการไป tourist office เอากระเป๋าคืน แล้วเดินดุ่มๆ ไปทางแถบตะวันตกของเมืองเพื่อไปขึ้นลิฟต์บนหอคอยที่สูงที่สุดเพื่อรอดูเมืองยามพระอาทิตย์ลับฟ้า ก่อนถึงหอคอย เราก็แวะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์หนังหน้าจอ เอาให้คุ้มกับไอ่การ์ดที่เราเพิ่งซื้อมา รู้สึกชอบการจัดพิพิธภัณฑ์ของที่นี่อย่างประหลาด นอกจากจะเอาคนดูเค้าไปมีส่วนร่วมให้กดปุ่มลองเล่นอะไรต่อมิอะไรแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมให้เด็กๆมาดูงาน แล้วลองแต่งหน้าตัวเองตามจินตนาการของตัวละครอีกด้วย เห็นเด็กๆส่งเสียงเจี้ยวจ้าวสนุกสนานกับการมาเที่ยวกันใหญ่ทำเอาเราอมยิ้มไปด้วยในที พอเสร็จก็เดินไปถึงหอคอยใหญ่เป้าหมายเดิม

เราขี้นลิฟต์ ไปรอดูพระอาทิตย์ตกอยู่ตรงนั้นเอง นั่งเอนพิงเก้าอี้ และยกเท้าขี้นมาพาดไว้บนที่นั่งเก้าอี้อีกตัว เห็นแสงพระอาทิตย์กำลังตกดินอยู่ไม่ไกล แสงสีส้มสาดสะท้อนกับทางไหลของแม่น้ำ Rhine ซึ่งเคยใช้เป็นทางลำเลียงถ่านหินในสมัยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองอกแตกอย่าง Dusseldorf ดูกว้างขวาง และงดงาม พร้อมๆกันนั้นเองไฟของเครื่องเล่นที่สวนสนุกในคืนนั้นก็เริ่มจะสว่าง จ้าขี้นไปตามลำดับของท้องฟ้าที่มีแต่จะมืดลงไปทุกที พอเรารู้สีกอีกทีก็ควรแก่เวลาที่จะไปเช็คอินที่โรงแรมซักที ที่ผู้ชายบนเครื่องบอก เห็นจะเป็นความจริง โรงแรมเราไม่ได้อยู่ฝั่งเมืองเก่าเลยซักนิด กลับอยู่ฝั่งเมืองแตกอีกข้างใกล้ๆกับสวนสนุกนั้นเอง

ขณะที่เดินข้ามสะพานเชื่อมระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ Rhine นั้นเอง ก็ได้สวนทางกับรถจักรยานหลายๆคันทั้งที่มุ่งหน้าตรงไปยังสวนแห่งนั้น และทั้งที่มุ่งหน้าย้อนกลับ

 

งานวัดประจำปีของชาวเมือง Dusseldorf เค้า

 

มา ผู้คนทั้งลูกเด็กเล็กแดงพากันเดินเป็นขบวน  ให้บรรยากาศคล้ายๆกับงานวัดบ้านเราดีดีนี่เอง แต่วันนี้คงต้องขอบายงานวัดแบบฝรั่งๆซ่ะหน่อย เพราะรู้สึกเหนื่อยเต็มทน ต้องขอล้มตัวนอนบนเตียงนุ่มๆของ youth hostel ซ่ะก่อน

พอไปถึงทำการเช็คอิน เข้าห้องปูที่นอน พบกับหญิงสาวชาวสวิสสองคนซึ่งปั่นจักรยานตั้งแต่ที่ Amsterdam เพื่อที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน ฟังประสบการณ์ของเธอทั้งคู่ที่ใช้เวลาปั่นมาเป็นเวลากว่าสองอาทิตย์ ก็ทึ่งอยู่เหมือนกันค่ะ แอบอยากทำอย่างนั้นบ้าง แต่นะคราวนี้เอาไปเท่านี่ก่อนละกัน ทีหลังค่อยว่ากันใหม่ คืนนั้นจำได้ว่าหลับสบายมาก แม้ต้องแชร์ห้องอยู่กับอีกสามคนก็ตาม แต่เป็นหญิงล้วนห้องหับก็โอโถ่ดูน่าสบาย แถมมีห้องน้ำในตัวอีกต่ะหาก แม้ว่าจะมีสวนสนุกจัดอยู่ข้างๆตึกเพียงข้ามถนน เราก็หลับเป็นตายไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับใครเค้าเลย

วันต่อมาก็ตื่นมาแต่เช้าตรู่ คิดไว้แล้วว่าวันนี้ไม่พ้นต้องเดินทางอีก เราเลยรีบเก็บของทำธุระให้เรียบร้อย ออกไปกินอาหารเช้า แล้วแอบห่อเอาแซนด์วิช กะแอปเปิ้ลมาสองลูกติดไว้กันหิว ก็เมื่อวานหลังจากอาหารบนเครื่องบินที่ห่อเก็บเอาไว้ก็แทบไม่ได้กินอะไรอีกเลย ตอนเช้าเลยซัดไปซ่ะเยอะ แล้วออกเดินทางพร้อมเป้คู่ใจ วันนี้agenda ก็คือ ไปดูพิพิธภัณฑ์ อีกสามสี่ที่ แล้วค่อยขึ้นรถไฟกลับไปที่สนามบินตอนเย็น ขึ้นเครื่องสายการบิน berlin airline ต่อไปยังมิลานตอนค่ำๆ ฉะนั้นวันนี้ก็ยุ่งอีกหนึ่งวัน

เราใช้มุขเดิมคือขนเป้ไปฝากไว้ที่ tourist office แล้วเอากระเป๋าผ้ามาเก็บของแทน แต่พอไปถึงสงสัยเช้าเกิน เค้าเลยยังไม่เปิด เราเลยไปนั่งกินลมชมวิวบนสะพานอีกแห่งหนึ่งก่อน ว่าพลางก็ได้ทีถ่ายรูป 360 องศาลองดูเล่นๆ เผื่อจะเวิร์ก พอสิบโมงปุ๊บเราไม่รีรอ เดินกลับไปหาtourist info ฝากเป้เอาไว้ แล้วเดินเที่ยวพิพิธพัณฑ์สบายใจเฉิบ วันนี้ไปดูพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา และArt Gallery แล้วจึงเดินเลยไปดูพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมือง ซึ่งล้วนจัดได้น่าชมไม่แพ้กันเลย พอได้เวลา ก็หันหลังกลับไปเอาของ แล้วหอบไปขึ้นรถไฟไปสนามบินที่เก่า ไปถึงปุ๊บก็ไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าใบโตที่ luggage deposit จ่ายเงินไปแค่ ห้ายูโรเท่านั้นเอง แล้วเลยพานหอบไปเช็คอินเดินทางไปอิตาลีในคืนนั้นเอง ความรีบร้อนทำให้ลืมคิดอาลัยเมืองเล็กๆแห่งนี้ แต่เมื่อมานั่งนึกอีกทีจริงๆเราก็ไม่เสียดายเลยที่ได้มาเที่ยวอย่างนี้ซักพัก ไม่ว่าที่ไหนก็ตามล้วนแล้วแต่ดีต่อเราทั้งสิ้น ถ้าเรารู้จักมอง

สรุปแล้วความเบิกบานอันอิ่มเอิบ ค่อยๆทำให้เราได้รู้ถึงคุณค่าของการอยู่คนเดียวอีกครั้ง คิดแล้วไม่อยากรีบจากมาเลย เมืองเล็กๆแห่งนี้ที่แฝงไว้ด้วยความงามและความสงบอันหาชมได้ยากในโลกปัจจุบัน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.